จ.แพร่ ร่วมประชุม บกปภ.ช. ออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ รับ 4 ข้อสั่งการ “นายกฯ อนุทิน” เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำลด-เฝ้าระวังภาคใต้

            วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดแพร่ นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นำคณะหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมและมอบข้อสั่งการ 
            ในการประชุม ที่ประชุมได้รับฟังการประเมินสถานการณ์ คาดหมายลักษณะอากาศ และการบริหารจัดการน้ำ จากหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กรมชลประทาน และกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ พร้อมกันนี้ ได้เปิดรับฟังปัญหา อุปสรรค และความต้องการขอรับการสนับสนุนจากพื้นที่ 4 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และ 3 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังและรับมือแนวโน้มฝนตกหนักในระยะต่อไป
             ในการประชุม ที่ประชุมได้รับฟังการรายงานสถานการณ์น้ำและการคาดหมายสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดการณ์ว่าวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ยังคงมีฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ วันที่ 7 ตุลาคม ฝนจะเน้นตกหนักฝั่งตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง และช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในภาคกลางตอนล่าง ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ด้านสถานการณ์น้ำท่า ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ยังคงระบายน้ำที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มทรงตัว ส่วนท้ายเขื่อนพระราม 6 (S.26) ปริมาณน้ำผ่าน 719 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อ กทม. สำหรับน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศมีปริมาณ 82% โดยเขื่อนหลักภาคเหนือ (ภูมิพลและสิริกิติ์) ยังรับน้ำได้อีก 27% (6,196 ล้าน ลบ.ม.) ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเกินความจุที่ 110% และยังต้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงช่วงบ่ายของทุกวัน 
            พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานสรุปผลกระทบและความต้องการช่วยเหลือของสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 2569 เวลา 16.30 น.) พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 55 จังหวัด มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบรวม 4,523 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 316 ราย, SMEs 4,113 ราย และวิสาหกิจชุมชน 94 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 2,137.08 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการมีความต้องการเร่งด่วนในการระบายน้ำ การสนับสนุนกระสอบทราย บิ๊กแบ็ค เครื่องสูบน้ำ การฟื้นฟูซ่อมแซมเครื่องจักร/ระบบไฟฟ้า การพักชำระหนี้ และการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดสายด่วน ศูนย์ 1564 รับแจ้งเหตุ มอบถุงยังชีพแล้ว 10,610 ถุง พร้อมเตรียมถุงยังชีพ 800 ชุด และบิ๊กแบ็ค 1,500 ถุง สำรองสนับสนุน อีกทั้งส่งทีมเข้าตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักร หม้อไอน้ำ และระบบไฟฟ้าหลังน้ำลด ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน ทั้งการพักชำระหนี้สูงสุด 12 เดือนโดย SME D Bank, พักชำระหนี้ 3 เดือนโดยกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อ “เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ” วงเงิน 50 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อเร่งฟื้นฟูกิจการ 
             โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบข้อสั่งการ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบริหารทรัพยากรให้ทันกับสถานการณ์: วางแผนถอนทรัพยากรในจุดที่สถานการณ์คลี่คลาย เพื่อระดมส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ยังมีความจำเป็นอย่างรวดเร็ว การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ: จัดกำลังเข้าฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน ฉีดล้างทำความสะอาดถนน ขนย้ายขยะ และเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบโดยเร็ว จัดระบบให้ประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย: ตรวจสอบความปลอดภัยของบ้านพัก อาคาร ระบบไฟฟ้า ประปา และเส้นทางสัญจรก่อนอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ พร้อมดูแลผู้ที่ยังกลับบ้านไม่ได้อย่างต่อเนื่อง เตรียมการพื้นที่ภาคใต้ให้พร้อม: สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทีมเฝ้าระวัง ใช้ระบบศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ประสานข้อมูลพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที


กิตติธร อุ่นทองมา – ข่าว/ภาพ
‎สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

 


image รูปภาพ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar