สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เป็น 1 ในนโยบาย Quick Big Win ที่ต้องการลดค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติของรัฐบาล โดยเป็นความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลเอกชน ที่ให้โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเปิดเผยรายการยาและราคายาได้ คาดช่วยลดค่าครองชีพได้ 30,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้รับบริการที่โรงพยาบาลเอกชน ได้มีข้อมูลที่ชัดเจน สามารถตัดสินใจเลือกซื้อยาในโรงพยาบาล หรือร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการได้ และได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นสักขีพยาน พร้อมระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนได้มากขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ต่อยอดการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล หรือ “เทเลฟาร์มาซี” และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ของไทย ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยลดค่าครองชีพ แก่ประชาชนในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้ถึงปีละ 30,000 ล้านบาท ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 300 แห่ง และร้านขายยาเข้าร่วมแล้วกว่า 3,400 แห่ง
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ผู้แทนจากโรงพยาบาล และตัวแทนร้านขายยาทั่วประเทศ ร่วมงาน นายอนุทิน กล่าวเปิดโครงการว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นสักขีพยานในการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุขครั้งสำคัญของประเทศไทย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการทางการแพทย์ครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขของประเทศ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐ มีผู้ป่วยไปรอรับการรักษาจำนวนมาก ในขณะที่การไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ รัฐบาลมีนโยบาย Quick Big Win ที่ต้องการลดค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ จึงได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข หาแนวทางแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ด้านการรักษาพยาบาล โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ร่วมกัน โดยให้โรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าร่วมโครงการเปิดเผยรายการยา และราคายา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้รับบริการที่โรงพยาบาลเอกชน ได้มีข้อมูลที่ชัดเจน สามารถตัดสินใจเลือกซื้อยาในโรงพยาบาล หรือร้านขายยานอกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ ในภาพรวมจะเป็นการเพิ่มโอกาส ให้ประชาชนเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น และลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งมี 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ที่ร่วมลงนาม MOU ด้วยกัน โดยจะช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ในการแสดงรายละเอียดในใบสั่งยาของโรงพยาบาลเอกชนอย่างถูกต้องและครบถ้วน โดยต้องแสดงรายการยา ข้อบ่งใช้ยา และราคายา เพื่อให้ผู้รับบริการมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเพียงพอว่าจะเลือกซื้อยา ในโรงพยาบาลเอกชน หรือจะนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาล ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 300 แห่ง และมีร้านขายยามากกว่า 3,400 แห่งลงทะเบียนกับทาง อย. และมีตราสัญลักษณ์โครงการเตรียมพร้อมที่จะให้บริการแก่ประชาชนแล้ว
โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และสมาคมโรงพยาบาลเอกชนในครั้งนี้จะทำให้การสาธารณสุขของประเทศ เป็นการให้บริการที่เข้าถึงคนไทยทุกคน และสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวต่างชาติและนักลงทุนซึ่งเป็น การยกระดับการพัฒนาระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมทางการแพทย์ให้ก้าวหน้าไป อีกขั้นหนึ่ง
ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่